Monday, February 13, 2006

มองหาอนาคต


การชุมนุมหน้าพระลานฯ เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2549 กับคำถามมากมายถึงอนาคตของประเทศ ว่าจะไปกันอย่างไร หลังเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ควรเป็นเรื่องที่ถกเถียงกัน
ในบทสัมภาษณ์ อจ.เกษียร ในประชาไท เรื่อง “ความอิจฉาเป็นบ่อเกิดแห่งความเสมอภาค” ความตอนหนึ่งว่า "ผมยังเข้าใจว่า ตอนนี้ความเข้าใจของมหาชนทั่วไปมันหยุดอยู่แค่นี้ ปัญหาที่เป็นรากเหง้ามันใหญ่เสียจนกระทั่ง แค่เปลี่ยนตัวทักษิณเป็นคนอื่นนั้นมันไม่แก้อะไร

ปัญหามันใหญ่เสียจนกระทั่ง....ด้วยความเคารพ มีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา 100 คน มีความถูกกฎหมาย สุจริต ไม่มีความฉ้อฉลอะไรทั้งสิ้น ปัญหาก็ยังเกิดอยู่ดี (หัวเราะ) เพราะปัญหามันใหญ่มากเลย แต่ตอนนี้มันถูกรวบความเป็นว่า เปลี่ยนตัวประธานกระบวนการทั้งหมดก็แล้วกัน แล้วเอาแบบสะอาด ไม่มีคอร์รัปชั่น ถูกกฎหมายทุกอย่าง สุจริตเต็มร้อย แล้วทุกอย่างจะดี ไม่ใช่เลยครับ

สำหรับผมแล้ว สิ่งที่น่ากลัวในการเคลื่อนไหวขับไล่นายกฯ มี 2 ข้อคือ 1. มีคนตายจากความขัดแย้งครั้งนี้ 2. ‘ได้แค่นี้’ ซึ่งผมก็กลัวคือ มันจะได้แค่นี้จริงๆ

ชั้นที่ 2 ผมคิดว่าชนชั้นกลางกำลังแสดงความรักชาติ ซึ่งถ้าพูดจากจุดยืนของคนชั้นล่าง มันเป็นชาติที่ไม่น่ารักเท่าไร เพราะมันเป็นชาติที่เกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแบบไม่เสมอภาค

ชาติที่คนชั้นกลางรัก เป็นชาติที่ไฟฟ้าถูก แต่ไฟฟ้ามันถูกก็เพราะมันไปปล้นเอาแม่น้ำเขามา ปล้นเอาสิ่งแวดล้อมเขามา หรือพูดง่ายๆ มันเป็นชาติที่เขาอยู่บนความได้เปรียบพอสมควร ได้เปรียบธรรมชาติ ได้เปรียบชาวบ้านข้างล่าง นี่คือชาติที่คนชั้นกลางรักมากเลย

ผมคิดว่าปัญหาที่คนชั้นกลางลุกขึ้นมาต่อต้านทักษิณ เพราะทักษิณคุกคามความเป็นอยู่ของชาติในความหมายนี้ ซึ่งพูดถึงจุดยืนแล้ว ผมไม่ชอบชาติในความหมายนี้เลย มันเป็นชาติที่มีปัญหามาก แล้วก็ที่ผ่านมาก็ทะเลาะกันแย่งชาติแบบนี้แหละ

แต่แม้กระทั่งชาติแบบนี้ เราก็ยังรู้สึกว่าถูกคุกคาม เพราะอะไร เพราะทักษิณดำเนินกระบวนการเปลี่ยนแปลงแบบโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ แบบที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มทุนของเขา ต่อพวกพ้องของเขา ซึ่งมันไปคุกคามความมั่นคงในชาติที่น่ารักของคนชั้นกลาง ไฟฟ้าแพงเหรอ น้ำมันแพงเหรอ อย่างนี้แปลว่าอะไร ตลาดหุ้น... บางคนได้เปรียบ กูเสียเปรียบเหรอ

สินเชื่อราคาถูก ตลาดหุ้น บริโภคนิยม นี่คือ 3 สถาบันหลักของคนชั้นกลาง ซึ่งตอนนี้มันกำลังถูกคุกคาม ตลาดหุ้นก็ฉ้อฉล มันไม่แฟร์นี่หว่า สินเชื่อตอนนี้ดอกเบี้ยก็เริ่มสูงแล้ว บริโภคนิยมชักจะทำงานไม่ได้แล้ว ภายใต้สภาพที่ข้าวของเริ่มแพง ดังนั้น คนชั้นกลางจึงต้องแสดงความรักชาติ

ชั้นสุดท้าย เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ซึ่งผมรู้สึกว่ายังไม่มีใครเสนออะไรเลย แล้วคนที่ทำให้ผมนึกถึงอันนี้คือ อาจารย์เสกสรรค์ (ประเสริฐกุล) คือพูดให้ถึงที่สุด มันเป็นกระบวนการที่โลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่กำลังเข้ามาเปลี่ยนรัฐชาติไทย โดยตรรกะของมัน เป้าหมายสูงสุดก็คือ privatize (แปรรูป) รัฐไทย ซึ่งคุณทักษิณ บังเอิญ มาเป็นประธานดูแลบริหารกระบวนการนี้อยู่ โดยทำอย่าง Aggressive (ก้าวร้าว) มาก และรับเหมาคนเดียว ไม่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนอื่น ไม่เอื้อประโยชน์ต่อคนชั้นกลางเท่าที่ควร อันนี้เป็นเหตุให้คนจำนวนมากรู้สึกว่าท่านสูญเสียความชอบธรรม

แต่ถามว่าเขาตั้งคำถามกับกระบวนการนี้ทั้งกระบวนไหม ผมคิดว่าไม่ ซึ่งมันน่าเศร้า เพราะมันหมายความว่าต่อให้เอาเขาออกไป คนใหม่เข้ามาก็จะนั่งเป็นประธานกระบวนการนี้ต่อ เพียงแต่จะก้าวร้าวขนาดนี้ไหม จะไม่ฟังคนอื่นขนาดนี้ไหม ทำเอฟทีเอ เมกะโปรเจ็คท์ เอาน้ำให้บริษัทนั้น บริษัทนี้ นี่มันเป็นฟังก์ชั่นของรัฐชาติ แล้วคุณก็ privatize ให้บริษัททั้งหลายทำ คือตรรกะมันง่ายมาก พอทำให้ของส่วนรวมกลายเป็นของส่วนตัว จะขายให้ใครก็ช่างเขา แต่ถ้าเขาขายให้ต่างชาติก็จบ คุณเปิดประตูแปรรูปแล้วจะห้ามต่างชาติเข้ามามันยากมาก ทักษิณเพียงแต่เป็นผู้ดำเนินตามตรรกะนี้ไปให้ถึงที่สุด
ชวนให้คิดต่อไปว่า แล้วอนาคตของเรา จะเป็นอย่างไรต่อไป

2 Comments:

At 10:50 AM, Anonymous Anonymous said...

มีบทกลอน ในสถานการณ์ปัจจุบันมาฝาก.........
แด่ นักศึกษาในปี 2549

หลายปีผ่านลานโพที่เงียบเหงา
เพียงเรื่องเล่ากล่าวขานตำนานหลัง
ลานโพเปลี่ยวเหลียวไปไร้พลัง
แม่โดมหวังนักศึกษากล้าอีกที

หลายปีผ่านลานโพไร้ชีวิต
ถามหาจิตวิญญาณสานศักดิ์ศรี
เสรีชนอยู่หนใดหรือไม่มี
หรือวันนี้มหาลัยไร้อุดมการณ์

มาวันนี้ลานโพตื่นฟื้นอีกครั้ง
เปี่ยมพลังคนรุ่นใหม่ร่วมก่อสาน
ร่วมยืนหยัดร่วมต่อสู้เผด็จการ
จักได้จารอีกหน้าหนึ่งซึ่งความดี

ดินสอโดมธรรมศาสตร์เด่นสู้ศึก
ได้จารึกหน้าใหม่ในวันนี้
ธรรมศาสตร์เจ้าพระยาประชาชี
ทวงศักดิ์ศรีเสรีชนคนสามัญ

เมื่อประเทศปกครองด้วยคนผิด
จงร่วมจิตร่วมแรงอย่างแข็งขัน
ประกาศก้องเจ้าพระยาท่าพระจันทร์
จะฝ่าฟันสร้างฝันใหม่ให้ปวงชน

ทวงถามถึงจริยธรรมมีบ้างไหม
ทวงถามไถ่ความร่ำรวยที่ฉ้อฉล
ทวงถามเสรีภาพเสรีชน
ทวงถามหนทางปฏิรูปประชาธิปไตย

ไม่ตอบที่มาของทรัพย์สิน
ไม่ตอบถิ่นที่ฝากเงินแต่เฉไฉ
ไม่มีเสรีภาพอย่างจริงใจ
ประชาธิปไตยเพียงลมปากยากเพิ่มพูน

ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
กี่ล้านเสียงอย่ากล่าวอ้างไม่สมบูรณ์
ทวีคูณเคยโค่นล้มหากสมควร

ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ในวันนี้
ชูศักดิ์ศรีเสรีไทยไม่ผันผวน
จะเดินหน้าท้าอธรรมนำขบวน
ร่วมทุกส่วนในสังคมล้มมารไทย

เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่
ประชาชนย่อมจะมีชีวิตใหม่
หากมุ่งหวังสังคมสมเป็นไทย
คงไม่ได้มาด้วยการรอคอย

อย่าดูถูกหนึ่งเสียงของผู้กล้า
ประกาศท้าอธรรม์อย่าได้ถอย
ร่วมหมื่นแสนล้านชื่อใช่เลื่อนลอย
จะได้สอยดาวบนฟ้ามาติดดิน

ความเป็นจริงบนพื้นโลกจะปรากฏ
คนคิดคดถูกเปิดหน้าสาสมสิ้น
ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
จะตัดสินจะกู้ชาติประกาศไท

สมชัย ศรีสุทธิยากร
ท่าพระจันทร์
12 ก.พ. 2549

 
At 9:18 PM, Anonymous ตรี said...

อนาคตสองแบบ
หลังทักษิณมีอนาคตสองแบบรอเราอยู่
1.อนาคตที่น่าจะเป็น อันนี้จะเป็นไปตามแนวโน้มของความห่วงกังวล ดังที่ผมเสนอไว้ในบทความ “เรื่องน่าเป็นห่วงของกระแสล้มทักษิณ”
2.อนาคตที่ควรจะเป็น เป็นอนาคตที่ต้องร่วมกันปั้นแต่งจึงจะได้มา อันนี้เราจะมองเป็นภาพนิ่งสำเร็จรูป หรือมองเป็น point ไม่ได้ แต่ต้องมองเป็นภาพเคลื่อนไหว หรือมองเป็น curve เพราะอนาคตที่เรามองหานั้นจะเสกขึ้นมาโดยพลันไม่ได้ ดังนั้นเราจึงน่าจะเริ่มกันที่
หนึ่ง.ยุติสังคม CEO พังทลายมันลงไปเสีย และเชิดชูสังคมเครือข่ายขึ้นมาแทน เหมือนดังนัยที่กล่าวถึงในบทวิเคราะห์ที่ชื่อ “จาก'คณะ'สู่'เครือข่าย' นักวิชาการวางปากกาต้านทักษิณ” หรือหากใครสนใจเชิงลึก ในเวบนอกกรอบ ก็มีเอกสารจำนวนมากที่กล่าวถึงเรื่องเครือข่ายไว้แล้ว หลักสำคัญคือยุติการควบคุม จัดระเบียบ จดทะเบียน และบรรดาการรวมศูนย์ทั้งหลาย
สอง.ยุติการกวาดต้อนทรัพยากรมาสังเวยทุนนิยม ไม่ว่าจะอยู่ในมือรัฐบาล เช่นรัฐวิสาหกิจ ทรัพย์ของชาติ เช่น อุทยาน หรือที่อยู่ในมือประชาชนรายย่อยอีกมหาศาล ข้อนี้มีนัยสำคัญ คือ หลังทักษิณ เราก็จะยังคงสลัดไม่พ้นระบอบเลือกตั้งตัวแทน ดังนั้นจะต้องทำให้ตัวแทนเหล่านั้น ทางหนึ่งต้องยุติทุกนโยบายของทักษิณที่พล่าผลาญทรัพยากรมาป้อนทุนนิยม และทางหนึ่งต้องไม่มีนโยบายที่เข้าข่ายเช่นนั้นขึ้นมาอีกเด็ดขาด
สาม.ลดสถานะหรือความสำคัญของบรรดาตัวแทนลงในทุกๆมิติ โดยเฉพาะการออกกฎหมาย และนโยบายสำคัญต้องมีจุดเริ่มต้นจากเวทีสาธารณะของประชาชนทั่วไป มิใช่เริ่มต้นจากบรรดาตัวแทน หรือแทคโนแครต
สี่.รัฐไทยต้องยอมรับอย่างเป็นทางการถึงการมี “พหุลักษณะของระบบเศรษฐกิจ” ต้องล้มเลิกระบบเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว คือทุนนิยม แต่เปิดให้มีระบบเศรษฐกิจได้หลายแบบในสังคมเดียว โดยออกแบบจุดเชื่อมต่อของแต่ละระบบให้สามารถขับเคลื่อนสังคมไปด้วยกันได้ในภาพรวม และรัฐมีหน้าที่ต้องส่งเสริมระบบเศรษฐกิจทุกระบบในสังคมให้สุมดุลกัน (สมดุลไม่ได้แปลว่าต้องมีขนาดเท่ากัน) ข้อเสนอนี้เป็นหนทางประนีประนอม ที่ทำให้ไม้ต้องกวาดทุนนิยมให้ตกเวทีไปเสียทีเดียว แต่ให้โอกาสระบบอื่นๆ ให้เติบโตขึ้นมาคู่เคียงกับทุนนิยมได้
ห้า.ลดความเป็นรัฐชาติลง และเพิ่มความเป็น “เครือข่ายสังคม” เข้าไปแทน ระบบสังคมแบบรัฐชาติก็เป็นเหมือนทุนนิยม คืออยู่ในช่วงปลายอายุขัยของมันเอง โดยทั่วไปจึงหมดลักษณะสร้างสรรค์ ตรงกันข้ามกลับจะเบียดเบียน กดทับ สมาชิกที่อยู่ภายในระบบของมันเอง รัฐชาติไทยจึงต้องปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ เริ่มตั้งแต่แก้นิยามความเป็นรัฐชาติกันใหม่ ที่ปัจจุบันยังตกอยู่ภายใต้พันธนาการของซากความคิดรัฐชาติแบบนาซี ให้หันมาใช้โครงสร้างแบบพหุลักษณะ มีหลายกลุ่มก้อน หลายสังคมย่อย แต่เชื่อมโยงหนุนเสริมกันและกัน

 

Post a Comment

<< Home