เรื่องตื่นตาตื่นใจ

1.
ผมไม่ชอบนายมะโหนก ที่่ชี้้นำการรัฐประหาร ขณะเดียวกัน ข้อมูลของนายมะโหนก อย่างน้อยที่สุด ก็ได้รับรู้ว่า ธนกิจการเมืองเขาซื้อ ต่อรอง ข่มขู่ บังคับกันอย่างไร ตถตา
2.วันถัดมา
สามอดีตเอกอัครราชทูต แฉแหลกโดยส่วนตัว มองว่าถ้ายิ่งยืดเยื้อยิ่งดี มันไม่เพียงสะใจที่เรื่อวตื่นตาตื่นใจ ถูกสาวไส้ออกมา หากแต่ว่า เรื่องราวเหล่านี้ ได้สร้างการเรียนรู้ของผู้คน สร้างการตื่นรู้ได้อย่างยอดเยี่ยมเลย
ยืนข้างประชาชน

ยอมรับในความหงุดหงิดที่สุมเต็มหัวใจ และแถมบกด้วย ความสับสนลึก ๆ กับการเลือกข้างและห้ำหั่น เฉือนคมกันอย่างเอาจริงเอาจังและอย่างเอามันส์
ในชีวิตเคยเลือกข้างทางการเมือง และที่ผ่านมาไม่เคยมีการตัดสินใจที่ลำบากนัก มโนธรรม(เส้นแบ่งถูก-ผิด ดี-ชั่ว) และ "ประชาชน" (ยากจน ด้อยโอกาส เสียเปรียบ โดนรังแก ฯลฯ) บอกทิศทางให้เลือกได้
แต่มาวันนี้ ถูก-ผิด ดี-ชั่ว ที่ใช้เป็นเส้นแบ่ง มันช่างเบาหวิวและลางเลือนเหลือเกิน
และประชาชนก็ถูกปั่น ให้อยู่ทั้งสองฟากของความขัดแย้ง เลือกงัยดีวะ!!!!?????
กินยาลดไข้ให้หายชั่วข้ามคืนก็ไม่ได้ แต่ทุกคนต่างร้องจะกิน "มาม่า" กัน
เออสิวะ!! ความเป็นตายมันก็แค่เรื่องล้อเล่นกัน!!!!
ต่อมจริยธรรม!?!
ดูเหมือน "คนกู้ชาติ" ชุมนุมเมื่อคืน 27 ก.พ. นี้ พูดถึง คนเดือน
ตุลาจีเอ็มโอ กันอยากรู้ไหมว่าคนกู้ชาติ หมายถึงคนเช่นไร ผมเดาเอาว่า คือคนเดือนตุลา ที่ถูกตัดเอาต่อมจริยธรรมออกไปแล้วแต่ก็อด สงสัย อยู่ครันอยากถาม "ผู้นำคนกู้ชาติ"ว่า เวลาที่ต่อมจิรยธรรมหลั่งสารจริยธรรมนั่นมันเกิดอาการ spasm ด้วยหรือปล่าว??
26 ก.พ. 2549 : เปลี่ยนอารมณ์ให้เป็นความรู้

ปฎิกริยาที่เป็นอารมณ์ร่วม จากข่าวสารที่ถูกเปิดโปง ถึงเรื่องราวของการคอรัปชั่นและคุณธรรมของท่านผู้นำ นำไปสู่การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้น และ ความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย นอกจากมวยคู่เอกระหว่าง ทุนเสรีนิยมใหม่และกลุ่มทุนเก่าที่อิงสถาบันที่กลายเป็นกระแสแล้ว ความแตกต่างหลากหลายได้สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละปัจเจกและกลุ่มในทิศทางที่แตกต่างกันออกไป
มีคำถามว่า การเลือกการก่อการครั้งนี้ ผู้ที่เข้าร่วมนั้น มีเป้าในใจบ้างหรือไม่ว่า เรากำลังก่อการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหน้าตาอย่างไร
แต่ที่น่าสนใจ เห็นจะเป็น คำประกาศจากชุมชนต้นกล้า ตอนหนึ่งความว่า "เราจึงขอแสดงความคิดเห็นเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย ในประเด็นดังต่อไปนี้คือ 1.เราไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้งรัฐบาลพระราชทาน เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งที่ซับซ้อน ทั้งวิกฤตจริยธรรมของผู้นำ วิกฤตของระเบียบกติกาที่ไม่สามารถจัดการปัญหาได้ ฯลฯ วิกฤตเหล่านี้ประชาชนจำเป็นจะต้องเรียนรู้ ที่จะแก้ปัญหาด้วยตนเอง เพื่อความเติบโตในการปกครองตนเองตามระบอบประชาธิปไตย 2. เรายืนยันว่าต้องการเห็นการปฏิรูปการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตย ที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงต้องยึดหลักการคือ “การเคลื่อนไหวอย่างอิสระภายใต้จุดหมายเดียวกัน” โดยต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันได้บนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนสังสรรค์ทางสติปัญญาที่ไม่ปิดกั้นความคิดเห็นที่แตกต่าง 3. เราเห็นว่าการปฏิรูปการเมือง ตามวิถีทางประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงนั้น เป็นกระบวนการที่จะต้องเรียนรู้ในระยะยาว เราจึงไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวแตกหักที่มุ่งเอาชนะ จนกระทั่งบีบบังคับอีกฝ่ายให้ใช้ความรุนแรง หรือเปิดโอกาสให้กลุ่มอำนาจอื่นเข้ามาแสวงหาประโยชน์ 4. เราเห็นว่าปัญหาประเทศไทยเวลานี้ ไม่ไม่สามารถแก้ไขได้เพียงการทำให้การเลือกตั้งสะอาดขึ้น แต่จะต้องทบทวนการมุ่งทิศทางไปสู่เสรีนิยมใหม่ ต้องสร้างกลไกที่สนับสนุนการรวมตัวของประชาชน ต้องมีการควบคุมและตรวจสอบผู้นำที่ประชาชนมีส่วนร่วมได้จริง ฯลฯ ดังนั้นการปฏิรูปการเมืองจึงต้องไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ต้องมีวาระของประเทศที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนด้วย"
บางทีโครงสร้างของการอยู่ร่วมกัน ในยุคหลังเสรีนิยมใหม่ อาจยังไม่เคยมีรูปโฉมใด ๆ ที่อดีตเคยให้ความรู้แก่เรา
Cells บัญชาการ ม็อบ 26 ก.พ. : กำเนิดโครงสร้างเครือข่าย

ก่อนถึงวันที่ 26 ก.พ. บนโต๊ะอาหารหลายมื้อ ที่ร่วมกับกลุ่มที่ต่าง ๆ ต่างวาระกัน บ่อยครั้งของการสนทนาถูกดึงเข้าสู่การบัญชาการม็อบที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งทำให้สังเกตุว่า เมื่อคราว พฤษภา 35 ม็อบใช้เครื่องมือสื่อสารเพื่อการกระจายข่าว จากการเคลื่อนไหวรวมศูนย์ จากส่วนกลางเป็นหลัก แต่ ลักษณะการเคลื่อนไหวครั้งนี้ Cells บัญชาการ เป็น fractals ที่เห็นกระจัดกระจายเต็มไปหมด กำเนิดม็อบ ที่มีลักษณะ Bottom up ได้ก่อรูปขึ้นแล้ว ใน บทวิเคราะห์ : จาก'คณะ'สู่'เครือข่าย' นักวิชาการวางปากกาต้านทักษิณ ได้สรุปไว้ตอนท้ายว่า "ดังนั้น หากต้องการเข้าใจสถานะของรัฐบาลตอนนี้ เราต้องกลับไปศึกษาแนวคิดว่าด้วย "เครือข่าย"(Network) ซึ่งเป็นลักษณะของสังคมยุคใหม่ ที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นหนาเป็นเครือข่ายภายใต้ระบบการสื่อสารสมัยใหม่ ซึ่งระบบ"เครือข่าย"ตรงกันข้ามกับระบบ"ซีอีโอ"ที่นายกฯกำลังแสดงบทบาทในขณะนี้ที่ผ่านมา นายกฯเข้าใจพลังของแนวคิด "ซีอีโอ" ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ภายใต้ระยะเวลอันสั้น แต่ลืมไปว่า แนวคิดนี้ใช้ได้ดี ในระดับองค์กรเท่านั้น ไม่ใช่ระดับสังคม ซึ่งในระดับสังคมนั้น เป็นระบบที่เต็มไปด้วย"เครือข่าย"ที่ผ่านมา นายกฯพยายามทำลาย"เครือข่าย"สังคม โดยสร้าง "ซีอีโอ"สังคมขึ้นมา แต่นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และขณะนี้เอง สังคมระบบเครือข่ายนี้เองกำลังกลับมาเล่นงานคนที่มาท้าทายทำให้สังคมกลายเป็นบริษัทในเชิงทฤษฎี อาจเป็นไปได้ว่า เราอาจจะเห็น "ซีอีโอ"ผู้น่าสงสาร โดน"เครือข่าย"สังคมรุมฉีกทึ้งอย่างน่าสงสาร และในที่สุดจาก "ผู้นำ"อาจเหลือเพียง "สิ่งชำรุด"ในยุคเปลี่ยนผ่านของระบอบประชาธิปไตยนั่นเองเพราะระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบของเครือข่ายและความร่วมมือ ไม่ใช่ระบอบ "ข้าคือความถูกต้อง"...."
หากจินตนาการลักษณะกำเนิดโครงสร้างเช่นนี้ กับแบบจำลองสังคมอนาคต การตั้งคำถามว่า "เมื่อนายทักฯไปแล้วใครจะมา" ก็กลายเป็นเรื่องไร้สาระไปเลย
หมากนอกกระดานและการแฮกค์เกมส์

บทความของ ประชุม ประทีป ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ปลด ไล่'ทักษิณ'ยืนหยัดบนทางแยกของแนวร่วม ย้ำเตือนในตอนท้ายของบทความว่า "อย่าลืมว่า ทักษิณ ชินวัตร คิดและทำนอกกรอบ กติกา เสมอ ถึงขั้นผ่ากติกาเดิม ตั้งกติกาใหม่ด้วยซ้ำ หากบรรดานักวิชาการบนหอคอยงาช้าง และนักเคลื่อนไหวมวลชนไร้เดียงสา ยังคิดสาระตะไม่พ้นกรอบความคิด ที่ครอบสวมตัวเองล่ะก้อ สิ่งที่แกนนำชุมนุม“ขอประชาธิปไตยที่กินได้ อัปรีย์จะไป จัญไรจะมา...ช่างหัวมัน” ทำมาทั้งหมด สิ่งที่มวลชนเข้าร่วมชุมนุมแสดงทั้งหมด อาจจะสูญเปล่าก็ได้" สอดคล้องกับ การสัมภาษณ์ "ประภาส ปิ่นตบแต่ง" ในบทความของประชาไท “ขอประชาธิปไตยที่กินได้ อัปรีย์จะไป จัญไรจะมา...ช่างหัวมัน” เมื่อต่อจิกซอว์ เห็นภาพ "จัญไรจะมาแล้ว" การ "ช่างหัวมัน" จึงต้องคิดมากกว่านี้สักหน่อย
ทำให้นึกถึง การเล่นเกมส์ที่ผู้เล่นไม่ได้มีโอกาสในการกำหนดกติกาในการเล่น และต้องเป็น "ผู้แพ้" ตลอดกาล จึงไม่น่าจะใช่ความประสงค์ของประชาชน
หากสอดคลองกับ ความเห็นที่ปรากฎใน เรื่องน่าเป็นห่วงของกระแสล้มทักษิณ ... ความว่า "ทักษิณ ต้องออกไป เป็นเรื่องแน่นอน และเป็นการไล่.. ให้ออกไป เพราะ ระบบเดี้ยงแล้ว ไม่สามารถทำงานได้แต่ขณะเดียวกัน ตัวละคร ที่ทะยอยออกมาไล่นั้น เมื่อต่อ จิ๊กซอว์ดูแล้ว มันคล้าย ๆ กับ การรัฐประหารที่ยืมมือประชาชน!!!!!!!!!!!!! "
ทำให้นึกถีง การเล่นเกมส์คอมฯ ที่บ่อยครั้งที่ชนะมาจากการแฮกค์เกมส์ ซึ่งหากคำนึงถึงความเป็นจริง ชีวิตจริงคนเรามันไม่ได้ จำกัดอยู่แต่เพียงสี่เหลี่ยนมที่มีเพียง 64 ตา ที่กำหนดให้เราอยู่
และหากไม่ประสงค์ เดินตามที่ ประชุม ประทีป ปรามาสไว้ว่าเป็น "บรรดานักวิชาการบนหอคอยงาช้าง และนักเคลื่อนไหวมวลชนไร้เดียงสา" แล้วไซร้ ถามว่า เราควรจะทำอย่างไรต่อไป??????
ความแตกต่าง และพัฒนาการสู่ก้าวใหม่
"ส่วนที่มีข่าวว่าอธิการบดีถูกล็อบบี้ให้นำดอกไม้ไปมอบให้นายกฯ นั้น ผมไม่ทราบ แต่ความชอบธรรมทางจริยธรรมของผู้นำ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนดอกไม้ หรือป้ายเชลียร์ แต่อยู่ที่สำนึกสาธารณะ และทัศนคติที่มีต่อสังคม และประเทศชาติ ถ้าขาดความชอบธรรมแล้ว ดอกไม้กี่ดอก หรือป้ายเชลียร์กี่ป้าย ก็ไม่บ่งถึงความชอบธรรม เวลานี้ครูอาจารย์อึดอัดใจมาก” นั่นคือ คำกล่าวของ รศ.ดร.ประเสริฐ ชิตพงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ปัญหาของผม ไม่ได้อยู่ที่ ความชื่นชมของผู้คนที่ตามมา
แต่สงสัยว่า ปรากฎการณ์กล้าตอบโต้ระบบเช่นนี้ทำไมจึงเป็นสิ่งหายาก?? ฮารด์ไทด์เช่นนี้ สามารถถูกคลายปม ไปสู่การเรียนรู้และสร้างสรรค์ได้หรือไม่????
แตกต่างหลากหลาย คือความงาม

ทำไมการเคลื่อนไหว ที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ มีเนื้อหาแตกต่างกันอย่างหลากหลายเหลือเกิน มีทั้งกดดันให้ทักษิณลาออก ไล่ออก ล่าลายมือชื่อ ปฏิรูปการเมือง ฯลฯ (ยังไม่รวมถึงผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหว)
เช่นนี้แล้ว จะสอดคล้องกับ นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ให้สัมภาษณ์ สำนักข่าว เอเอฟพี ใน "สื่อโลกชี้‘พลังไล่ทักษิณยิ่งขยาย" ความว่า “ถ้าเรามีผู้นำที่สามารถรวมผู้คนเข้ามาเป็นเอกภาพได้ ก็สามารถจะคุกคามรัฐบาลอย่างจริงจัง” เขากล่าว “พวกเขาเพิ่งเริ่มต้นกันเท่านั้น นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น” หรือไม่
ในระหว่างกลุ่มการเคลื่อนไหว ที่เห็นต่างกัน ทำไมจึงต้องมีการกล่าวหากัน หรือว่า มีแบบแผนสำเร็จรูปที่เป็นความถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว
ถ้าเช่นนี้แล้ว การเคลื่อนไหวจะนำไปสู่จุดมุ่งหมายที่ได้รับชัยชนะได้อย่างไร ขณะเดียวกัน เรานิยามว่า "ชนะ" คืออะไรอีกด้วย??? และเป็นของใครอีกด้วย???
อ้าวมั่วอย่างนี้แล้วจะเดินต่ออย่างไร????
ประกายไฟ
มีการเคลื่อนไหว ท่ามกลางการเคลื่อนทัพ ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เริ่มจาก วิทยาลัยวันศุกร์ ใน องค์กรประชาชนสงขลา ร่วมตั้ง “พันธมิตรกู้ชาติฯ” ขับไล่ “ระบอบทักษิณ” ตอนหนึ่งความว่า "เตรียมเผยแพร่ข้อมูลผลกระทบจากชาวใต้ที่เกิดจากระบอบทักษิณ พร้อมเปิดเวทีสาธารณะถกปัญหาบ้านเมืองอย่างเสรี" ถัดจากนั้น ร่วมสร้างวาระคนจน ที่ปรากฎในเวปบอร์ด ม.เที่ยงคืน หัวข้อ "ขอเชิญองค์กรภาคประชาชน ขบวนการสังคม สหภาพแรงงาน กลุ่มนักศึกษา มาร่วมกันสร้างวาระคนจน อันเป็นวาระอิสระ ในการปฏิรูปการเมืองไทย" มีความเหมือนกัน อย่างน้อยที่สุด ในการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง คนส่วนใหญ่อยู่ห่าง ๆ เพียงผู้ชม การนำวาระของเขาเข้าสู่การเคลื่อนไหว จึงอาจเป็นประกายไฟ ได้ ส่วนจะให้ก้าวได้ไกลกว่านั้น เช่น ล้มทักษิณ !! ตั้งรัฐบาลภาคประชาชน!! ได้หรือไม่นั้น อาจต้องเพิ่มเติมด้วยคำถามว่า จำเป็นด้วยหรือ